ซุนวูบอกไว้ว่า ผู้ปกครองไม่ควรทำผิดกฏ 3 ข้อนี้โดยเด็ดขาด หากกระทำแล้วอาจจะประสบความพ่ายแพ้ได้
1. สั่งให้รุกขณะไม่ควรรุก หรือสั่งให้ถอยขณะเป็นต่อข้าศึก ทำให้กองทัพ ระส่ำระสาย
2. ไม่เข้าใจในกิจการของกองทัพ แต่สั่งการตามอำเภอใจ หรือสามัญสำนึกของตน ทำให้เหล่าขุนพลสับสน
3. ไม่เข้าใจหลักการผสมผสานการใช้กำลังทหารเหล่าต่าง ๆ ในการดำเนินกลยุทธ์ แต่เข้าแสดงบทผู้บัญชาการ ทำให้เหล่านายทหารเกิดความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจ เมื่อเหล่าทัพต่าง ๆ ตกอยู่ในสภาพลังเล สงสัย สับสน ไม่แน่ใจ ก็เกิดความระส่ำ ระสายในกองทัพ ศัตรูก็ฉวยโอกาสนี้เข้ากระทำ และได้รับชัยชนะเป็น ต่อฝ่ายเรา…
ที่มา th.wikipedia
แหะๆ วันนี้เปิดบล็อกด้วยคำกล่าวของซุนวู เรื่อง ข้อห้าม 3 ข้อของผู้ปกครอง
แน่นอนว่าเรามักเห็นเหตุการณ์แหกกฏบ่อยๆ แล้วก็มักจะรับผลแบบที่ซูนวูว่าเสียด้วย ยกเว้น 2 กรณี คือ 1. ผู้ปกครองคนนั้นรู้ข้อมูลทั้งหมด สามารถคาดคะเนวางแผนได้อย่างดีเยี่ยม และ 2. ผู้ปกครองลงสนามรบเอง ในตำแหน่งแม่ทัพ หรือ ที่ปรึกษากองทัพ
ตามหนัง ตามละครอิงประวัติศาสตร์ เรามักจะเจอ แม่ทัพที่เก่งกล้าสามารถ แต่มีผู้ปกครองอ่อนแอเสมอ ผลออกมาแล้วเป็นอย่างไรล่ะครับ ก็พ่ายแพ้ยับเยิน เหมือนเช่น การเสียกรุงศรีอยุธยา หรือ ในสามก๊กสมัยเล่าเสี้ยน ลูกของเล่าปี่ แม้มีขงเบ้ง ก็ต้องเสียเมืองในที่สุด
ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน โครงสร้างการบริหารก็เป็นทรงพีระมิด เหมือนกับการปกครองแบบราชวงศ์ ซึ่งคำสั่งสูงสุดคือ เจ้าของบริษัท หรือ คณะผู้บริหาร รองลงมาเป็นผู้จัดการแต่ละฝ่าย ลงมาอีกก็อาจจะหัวหน้าแผนก แล้วก็เป็นพนักงานทั่วไป
หากวันใดวันหนึ่ง เจ้าของบริษัทสั่งตรงลงมาที่พนักงานระดับล่างเป็นการส่วนตัว โดยไม่เหมือนกับแผนการที่ได้วางแผนไว้แต่แรก ย่อมทำให้เกิดความสับสนในการทำงาน และเกิดความล่าช้า
หรือหากเจ้าของบริษัทปิ๊งไอเดียบางอย่าง แต่พนักงานที่ชำนาญในสถานการณ์มองว่าไม่เกิดผลอันดี แต่สุดท้ายก็ต้องทำตามคำสั่ง ก็ย่อมเกิดความสูญเปล่าและเสียโอกาสในทางธุรกิจ
เหตุเหล่านี้เอง ที่ทำให้แผนงานยุ่งเหยิง พนักงานสับสน งานเสร็จล่าช้า ผลผลิตที่ได้ออกมาก็ไร้คุณภาพ สุดท้ายก็ต้องเป็นอันพับเสื่อกลับบ้านเหมือนกันหมด
ดังนั้นแล้วหลังจากวางแผนสั่งงานเรียบร้อย สิ่งที่ผู้ปกครองหรือผู้บริหารควรจะทำต่อไป คือ การสร้างแรงจูงใจ และสร้างความภักดีในองค์กรให้แก่พนักงาน
บลองชาร์ด (Ken Blanchard) นักคิดด้านการบริหารระดับเซียน ได้พูดถึงผู้นำยุคใหม่ที่จะต้องผลักดันองค์กรให้เกิด “แรงจูงใจ” และ “ความภักดี
เขามองว่าฐานพีระมิดเป็นฟันเฟืองขององค์กรที่จะขับดันให้เติบโต แต่ด้วยความซับซ้อนและช่องว่างของพีระมิดมีมาก จึงถ่ายทอดนโยบายลงมาถึงพนักงานระดับล่างไม่มีประสิทธิภาพนัก
บลองชาร์ด จึงเสนอแนวคิดหัวพีระมิดแบบกลับหัวลง โดยให้คณะผู้บริหารทั้งหลายที่นั่งตามหอคอยงาช้าง ได้ลงมาสวมหมวกเป็นผู้สนับสนุนพนักงานระดับล่าง ให้มีกำลังใจในการทำงาน และจะทำให้การสื่อสารในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เขาบอกต่อไปอีกว่า ผู้นำในยุคนี้ ไม่ใช่หัวหน้าของงานใดงานหนึ่ง แต่ควรจะต้องเป็นผู้สร้าง “แรงจูงใจ” ในการทำงาน ให้แก่พนักงาน สร้างให้คนในทีมมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าสื่อสาร ซึ่งผลโดยอ้อมก็จะทำให้พวกเขาเกิดภาวะความเป็นผู้นำในตัวเองด้วยอย่างหนึ่ง
เมื่อผู้นำ หรือ ซีอีโอ หรือผู้ปกครอง กลายมาเป็นผู้สนับสนุนจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีกำลังใจ กล้าคิด กล้าทำ และจะเกิดความกระตือรือร้นในการทำงานโดยอัตโนมัติ สุดท้ายก็จะส่งผลให้องค์กรเติบโตขึ้นอย่างที่ต้องการ
เขาเคยกล่าวทิ้งท้ายไว้ในงานสัมนางานหนึ่งว่า
“ถ้าคุณเป็นนักเรียนที่ดี คุณจะรู้จักมองหาครูที่ดี และนั่นจะทำให้คุณมีภาพของภาวะความเป็นผู้นำในตัว ซึ่งมันจะซึมซับเข้ามาเองโดยไม่รู้ตัว และถ้าหากครูคนนั้นของคุณสามารถสอนให้คุณเข้าใจองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ ตัวคุณเองจะก้าวไปในอนาคตที่ดีกว่าคนที่สอนคุณเสียอีก และมันจะเป็นวงจรของการเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดภาวะความเป็นผู้นำ
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าอยากจะเป็นผู้นำที่ดี จงเป็นนักเรียนที่ดีก่อน และจะดีมากถ้าคุณมองหาครูที่ดีเจอ เพราะคุณจะมีโมเดลของผู้นำในฝันขององค์กรทั่วโลก”
บล็อกนี้ขอมาแนวบริหารสักครั้ง อิอิ
One Response
Praew
08|Nov|2007 1การเป็นผู้นำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากไป ถ้าอาศัยบทเรียนและประสบการณ์การเรียนรู้สิ่งต่างๆ .. ทั้งชีวิต..
อืม อ่านแล้วนึกถึง “เทพนักบริหาร” ว่างๆจะ up เรื่องนี้บ้างละกันนะ ผลัดกันๆ ^^
อ้อ เดี๋ยวจะงง เทพนักบริหารที่ว่าคือ เทพ Zeus Dionysus Athena แล้วก็ Apollo นะ ว่างๆลองไป search ก่อนก็ได้เน้อ ^^”
Leave a reply